Fake fate special Father's day part 1 : โอดิน

posted on 03 Dec 2013 19:31 by mintchu in Fiction directory Fiction, Entertainment
สวัสดีค่าาาา  เนื่องจากใกล้วันพ่อแล้วนะคะจึงได้ขอนำFake fateตอนพิเศษวันพ่อมาลงในตอนของโอดินค่า
 
นี่คือฟิคที่เกิดจากการมโนและวิเคราะห์เวิ่นเว้อโดยส่วนตัวนะคะ
 
แต่ตอนแต่งนี่ค่อนข้างจริงจังนะ ฟิคนี้รีไรท์ใหม่จากที่เคยลงไว้แล้ว
 
ก็ได้ปรับปรุงและเติมในบางจุดลงไปค่า  ตอนนี้ขอมอบให้ผู้อ่านทุกท่านที่สนใจในความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้นะคะ
 
ขอให้สนุกกับฟิคนี้ค่ะ  ที่นำมาลงก่อนเพราะกะจะให้มีสัก2-3part ถ้าแต่งทัน
 
นคาดว่าจะทำในส่วนของลาฟฟี่ด้วยค่ะ
 
——————————————————————
 
สงคราม…การปะทะกันที่รุนแรง หยาดโลหิตที่สาดกระเซ็น ความตายที่รายล้อม ดวงตาข้างขวาที่เสียไปในครานั้น ชัยชนะ ขุมพลังอันยิ่งใหญ่….และบุตรของศัตรูที่ได้พบเจอ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ทารกน้อย ร่างกายเล็กๆที่บิดกายหนีความหนาวเหน็บอย่างไร้หนทาง
ร่างกายน้อยๆที่ไม่สมกับการเด็นลูกยักษ์ มือเล็กๆที่ไขว่คว้า…ไขว่คว้าบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น ดวงตาสีมรกตกลมโตนั้นจับจ้องมาที่ใบหน้าของข้าใบหน้าที่น่าหวาดผวาเมื่อดวงตาด้านขวาที่เสียไปอาบย้อมด้วยหยาดเลือดแห้งกรัง แต่เด็กคนนั้นกลับหยุดร้องให้แล้วเอื้อมมือมาทางข้า ข้าจึงยื่นมือออกไปแล้วประคองร่างเล็กๆนั่นขึ้นมา ลูบอย่างอ่อนโยนหวังให้ร่างนั้นอบอุ่นขึ้น ร่างสีฟ้าของชาวโยธันนั้นกลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดั่งชาวแอสการ์ดด้วยไออุ่นนั้น…ดวงหน้าที่คลอด้วยหยาดน้ำตาและรอยยิ้มไร้เดียงสานั้น ทำให้ข้าตัดสินใจพาเขากลับไป…ให้เขาเป็นอนุชาของธอร์ ให้เขาเป็นบุตรของข้า
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ในยามนั้นข้าคิดถึงเรื่องการฟื้นคืนสันติสุข แม้จะเกิดศึกครั้งใหญ่แล้วแต่ก็ยังมีโอกาสกลับคืนสร้างสัมพันธไมตรีอีกได้ ข้าหวัง…ให้บุตรคนเล็ก”ของข้า”เป็นผู้สร้างสัมพันธไมตรีให้แก่โยธันไฮม์และแอสการ์ด ยามที่เขาเติบใหญ่สายเลือดในกายเขาจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงความตั้งใจของข้า
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าอุ้มเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนพาเขาไปหาฟริกก้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ฟริกก้าไม่ได้ขัดอะไรเลยแม้แต่น้อย กลับจ้องมองด็กน้อยด้วยแววตาสงสารและเอ็นดูนางเอื้อมมือมารับเขาไปแล้วกอดไว้แนบอกเอนตัวเบาๆแล้วฮัมทำนองที่อ่อนหวาน ขับกล่อมให้เจ้าตัวน้อยที่กำลังตื่นตกใจในที่ๆแปลกตานั้นหลับไหลไป จากนั้นธอร์ก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมส่งเสียงดัง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“พระบิดา! เป็นเรื่องจริงหรือที่…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ฟริกก้ายกนิ้วขึ้นบังไว้ที่ริมฝีปากเป็นการบอกให้ลดเสียงลงแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ทารกน้อยที่เคลิ้มหลับนั้นตกใจเสียงนั้นจนลืมจาขึ้นร้องให้อีกครั้ง ฟริกก้าจึงต้องปลอบโยนเขาอีกครั้ง
 
 
 
 
 
“นี่คืออนุชาของเจ้า เขามีนามว่า “โลกิ” เจ้ายอมรับเขาหรือไม่?” ข้าถามบุตรชายของข้าเพื่อถามความสมัครใจของเจ้าตัวที่จู่ๆก็มีน้องชายขึ้นมา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ธอร์ที่ยังอ่อนเยาว์จ้องมองเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนฟริกก้าด้วยแววตาตื่นเต้นของเด็กน้อย ยื่นมือออกมาลูบพวงแก้มนุ่มที่ขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเบามือและเอ่ยออกมา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ข้าจะดูแลเขาเองท่านพ่อ!” ร่างเล็กๆนั้นทุบอกตัวเองอย่างมั่นใจ นั่นทำให้ข้าสบายใจขึ้นเมื่อบุตรของตนไม่ได้ไม่พอใจอะไรและยังดูพอใจมากอีกด้วย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โลกิ น้องข้า โตเร็วๆนะ แล้วพี่จะสอนการต่อสู้ให้เจ้าเองนะ” ธอร์กุมมือที่เล็กกว่านั้นไว้เบาๆโลกินั้นทำหน้าตามึนงงอยู่เพียงครู่ก็หัวเราะออกมา ข้ามองดูภาพนั้นด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความปิติ และคาดหวังให้ความสุขนี้จะดำเนินต่อไปตราบนานเท่านาน…
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
..
 
 
 
 
 
.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เวลาที่ผ่านไปพร้อมความลับที่ไม่เคยมีใครเอ่ยออกไป เพื่อให้โลกิอยู่ต่อไปได้อย่างเป็นสุข และไม่รู้สึกถึงความแปลกแยก เรื่องนี้ควรจะเป็นความลับตลอดกาล เพื่อความจริงนั้นจะไม่ทำร้ายเขา…
 
 
 
 
 
 
 
 
 
วันคืนที่ผ่านไปเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้น จากทารกน้อยที่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ก็สามารถวิ่งได้ เล่นได้ เริ่มฝึกฝนวิชาการต่อสู้ แม้กำลังกายของโลกิจะไม่สามารถสู้ธอร์ได้เลยก็ตามแต่โลกินั้นฉลาดเฉลียว จดจำทุกๆสิ่งแล้วทำตามอย่างว่าง่าย เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างตั้งใจเสมอ แต่ทฤษฎีกับการลงมือจริงนั้นต่างกัน
ด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้นทำให้เขาไม่สามารถสู้รบได้ดีนัก
ฟริกก้าจึงสอนวิชามายาต่างๆให้เขาชดเชยกำลังกายที่มิอาจเทียบเคียงเทพองค์อื่นๆได้ และเน้นที่วิชาที่ใช่กำลังกายน้อยกว่า
 
ในช่วงแรกโลกิไม่พอใจเท่าใดนักว่าวิชาที่มารดาสอนสั่งนั้นคือวิชาของสตรีเพศ แต่เมื่อพบว่า
วิชาเช่นนั้นนั่นแหละที่ทำให้เขามีความสามารถที่ทัดเทียมผู้อื่น เขาก็ยิ่งรักและเคารพมารดาของตนยิ่งกว่าสิ่งใด
ชีวิตของเด็กทั้งสองดำเนินเรื่อยไปอย่างราบรื่น
จนถึงวันที่ข้าคิดว่าทั้งสองนั้นพร้อมจะรับฟังเรื่องราวของอดีตแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าพาสองโอรสไปยังท้องพระคลังลับเล่าถึงความเป็นมาทั้งหลายให้พวกเขาฟัง เด็กทั้งสองนั้นฟังอย่างตั้งใจ ดวงตาของเด็กน้อยทอประกายความชื่นชมและตื่นเต้น และเมื่อข้าบอกพวกเขาว่าสักวันหนึ่งในพวกเขาจะได้ครองบัลลังก์แอสการ์ด ธอร์นั้นออกหน้าอย่างชัดเจนว่าปรารถนาจะครองราชย์เพียงใดในขณะที่โลกิที่แรกเริ่มได้เพียงรับฟังเงียบๆก็พูดขึ้นอีกคนว่าเขาก็ทำได้เช่นกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าทั้งสองต่างเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์….เอ่ยออกไปตามจริงเพราะโลกิเองก็เป็นบุตรแห่งลาฟฟี่กษัตริย์แห่งโยธันไฮม์เช่นกัน…
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ธอร์เติบโตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน บึกบึนแข็งแรง มีพละกำลังมากล้น มุ่งมั่้นดั่งเปลวเพลิงที่แผดเผา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีซะทีเดียว ข้าจึงต้องคอยสอนสั่งตักเตือนอยู่เสมอถึงความทะเยอทะยานที่มากเกินพอดีนั่น
หากควบคุมมันไม่ได้ย่อมไม่ต่างกับการจุดคบเพลิงเพื่อขับไล่ศัตรูหากแต่ว่าแม้แต่ตัวเองก็ถูกแผดเผาจนไหม้เป็นธุลีไปเช่นกัน
เช่นนั้นแล้วย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใดทั้งสิ้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ทางด้านโลกิ ร่างกายของเขาไม่แข็งแรงเช่นธอร์ และเมื่อเขารู้ตัวก็เริ่มหันไปศึกษาเวทย์มนตร์อย่างมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ จนเก่งกาจยิ่งกว่านักเวทย์คนใดในแอสการ์ด เขาสุขุมนุ่มลึกดั่งสายน้ำเยียบเยียบ และเป็นโลกิเองนั่นแหละที่คอยตักเตือนธอร์แม้จะถูกตะคอกกลับอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
ในตอนนึ้นข้าสังเกตถึงประกายความไม่พอใจในดวงตาของบุตรคนเล็กแต่หาใด้ใส่ใจไม่เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
ข้าจึงปล่อยปะละเลยในจุดนี้ไป…
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าปกครองแอสการ์ดต่อไปแม้จะรับรู้ถึงพลังอำนาจที่เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา และในวันหนึ่งข้าจึงตัดสินใจที่จะสละบัลลังก์ให้กับธอร์ที่เติบโตได้อย่างเหมาะสม หวังให้เขาใช้พลังนั่นปกป้องความสงบสุขไว้แทนตัวข้าที่สักวันคงทรุดโทรมจนไม่สามารถปกครองอาณาจักรแห่งทวยเทพนี้ได้อีกต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
และแม้โลกิจะไม่ได้สืบทอดบัลลังก์เขาก็คงพร้อมที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน…
 
 
 
 
 
 
 
แต่สายตาที่ดูราวกับจะตัดพ้อต่อว่า น้อยเนื้อต่ำใจนั้นก็ทำให้ข้ารู้สึกราวกับกระทำสิ่งผิดพลาดลงไป แต่ด้วยเหตุผลที่ว่า…ธอร์คือผู้สืบสายเลือด…ก็เป็นเหตุผลที่ข้าควรจะเลือกเขา แม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้โลกิต้องผิดหวังก็ตาม โลกิพยายามไขว่คว้าในบางสิ่งมาตลอด โดยเฉพาะบางสิ่งที่ธอร์มี ข้าไม่อาจทราบแน่ชัดว่านั่นคือความริษยาหรือสิ่งใด แต่ความจริงที่ว่าเขาเป็นบุตรคนหนึ่งของข้าก็มากพอจะทำให้ข้ารู้สึกแย่กับการยกบัลลังก์ให้ธอร์…..แต่ผู้สืบบัลลังก์มีได้เพียงหนึ่ง….
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
..
 
 
 
.
 
 
 
 
 
วันคืนดำเนินไปกับการเตรียมงานพิธีอันยิ่งใหญ่ โลกิยังคงทำทุกสิ่งเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ข้าสังเกตุเห็นดวงตาที่หม่นหมองนั่น แต่ข้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ภาระหน้าที่นั้นไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว พิธีนี้ต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าได้ยินบทสนทนาของทั้งสองในคืนก่อนวันครองราชย์ ได้รู้ว่าธอร์นั้นปลื้มปิติยินดีและภาคภูมิใจมากขนาดไหน…และน้ำเสียงที่แผ่วเบาของบุตรคนเล็กของข้าที่ผู้เป็นพี่ได้มองข้ามไป…ธอร์ไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอนุชาของตนเลยแม้แต่น้อย…
 
 
 
 
 
 
 
งานพิธีของธอร์ถูกขัดด้วยการบุกรุกของพวกยักษ์น้ำแข็ง แต่ที่เหนือความคาดหมายของข้าคือการกระทำอุกอาจของธอร์ที่บุกไปจนถุึงโยธันไฮม์
ทันที่ที่ทหารมาแจ้งข่าวข้ารู้สึกราวกับหัวใจที่เต้นอยู่นั้นหยุดนิ่งถูกแช่แข็งด้วยความวิตก ข้ากังวลใจและร้อนรนอย่างมากแต่ไม่อาจแสดงออกทางสีหน้าได้เพราะกษัตริย์ต้องเยือกเย็น ข้าร้อนใจว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บ กังวลอย่างหนักว่าความลับเรื่องชาติกำเนิดของโลกิจะถูกเปิดเผย และเหนืออื่นใดสงครามจะเกิดขึ้นต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายจากการกระทำของเด็ก 2 คน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าตามไปถึงที่นั่นและรับรู้ได้ทันทีถึงความเสียหายที่บุตรทั้งสองได้กระทำ และรู้ดีว่าเรื่องนี้สายเกินจะหยุดยั้ง ลาฟฟี่สังเกตุเห็นถึงความอ่อนล้าของข้า และนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ถูกศัตรูสังเกตุเห็นว่าตนอ่อนกำลังลง สายตาของกษัตริย์ยักษ์แห่งน้ำแข็งที่เคยดำมืดย้อมด้วยเมฆหมอก
กลับมีประกายความทระนงและความสะใจให้เห็นในทันทีที่รับรู้ถึงเรื่องนั้น
และนั่นคงเป็นดั่งความหวังของชาวโยธันที่จะก่อสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจของตนกลับคืน
 
 
 
 
 
 
 
เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยการที่ข้าพาบุตรและสหายของเขากลับแอสการ์ดท่ามกลางสายตาโกรธแค้นของชาวโยธัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าผิดหวัง…ผิดหวังอย่างหนัก รู้สึกว่าได้ทำผิดพลาดในฐานะพ่อ บุตรชายแท้ๆของข้าใจร้อน พาอนุชาและสหายของตนไปทำเรื่องเสี่ยงตาย ข้าไม่สามารถสอนบุตรของตนได้ เข้าใจผิดว่าเขาเติบใหญ่แล้ว ทั้งๆที่ไม่เป็นแบบนั้นเลย ธอร์ตะคอกตวาดใส่ข้าอย่างไม่เคารพ ตั้งตนเป็นใหญ่ ใช้วาจาที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองใดๆ…ดูเหมือนข้าจะทำพลาดครั้งใหญ่ไปเสียแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าเนรเทศธอร์ไปยังมิสการ์ด ที่ๆคิดว่าเขาจะได้เรียนรู้ ได้ปรับปรุงตัว
ในทันทีที่ฟริกก้าทราบเรื่อง นางรีบมาพบข้าแทนในทันที ต่อว่าในการกระทำของข้า
ว่าข้านั้นไร้หัวใจ ข้าเห็นความเศร้าโศกของนาง ใจของข้าก็โศกเศร้าตามเช่นกัน
นางเข้าใจดีลึกๆข้างใน แต่การพรากบุตรออกจากมารดานั้นก็คงทำให้ผู้เป็นแม่พบความโศกศันอันมากล้นเช่นกัน หลังจากนั้นข้าเพียงเดินหนีไปหันหลังให้มเหสีของตนและกลับมานั่งคิดถึงสิ่งต่างๆคนเดียวอยู่นนน
…จนกระทั่งเวลาที่ข้าตระหนักได้ว่าโลกินั้นได้ใช้เวทย์บุกเข้าไปยังพระคลังลับเสียแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่เห็นคือโลกิที่เอื้อมมือไปสัมผัสกับเทเซอร์แรคพร้อมกับกายที่แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปลักษณ์ของชาวโยธันเมื่อต้องความเย็นเยียบนั้น….
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“หยุดนะ!” ข้าตะโกนห้าม…แต่มันสายไปเสียแล้ว ความลับนั้นไม่สามารถปิดบังต่อได้อีก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ข้าถูกสาปหรือ?”
 
 
 
 
 
“ไม่..”
 
 
 
 
 
“งั้นข้าเป็นอะไร?”
 
 
 
 
 
“บุตรของข้า” ข้าตอบตามความจริง
 
 
 
 
 
“มันมากกว่านั้นแน่” น้ำเสียง
 
 
 
 
 
“หีบไม่ใช่สิ่งเดียวที่ท่านนำมาจากโยธันไฮม์ใช่ไหม”
 
 
 
 
 
“ใช่” เมื่อปิดบังต่อไปไม่ได้ข้าจึงเลือกที่จะเล่าความจริงทั้งหมดไป และสีหน้าในยามนั้นของโลกิมันทำให้เจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายได้ โลกิทวนคำของข้าก่อนจะตามด้วยคำถามมากมาย ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก น้อยเนื้อต่ำใจมากกว่าครั้งใด
 
โลกินั้นกำลังถูกคมมีดแห่งความจริงทิ่มแทงลึกลงไป เขาเป็นคนเปิดปากพูด ถ้อยคำที่เสียดแทง
จ้วงลึกเข้าไป สร้างบาดแผลให้กับตนเอง…และตัวข้า
หากแต่ในตอนนั้นความอ่อนล้าที่ข้าสะสมมานานเกินรา่งกายจะรับไหวนั้นได้ตอบสนองต่อจิตใจที่หวาดหวั่นอย่างรุนแรงของข้า
 
 
 
 
 
คำพูดมากมายที่ประเดประดังเข้ามาราวกับกรีดแทงลงในใจ จากนั้นภายในอกกลับบีบรัดขึ้นมา หายใจไม่ออก ขาคู่นี้ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกต่อไป ข้าล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรงจากร่างกายที่ชราและอ่อนล้า เมื่อจิตใจถูกรุมเร้าข้าจึงอ่อนแรงจนไม่อาจทานได้อีกต่อไป ตัวข้าล้มลง
ต่อหน้าโลกิที่อยู่ตรงนั้น และแม้วัมผัสจะเลือนลางและพร่ามัว
ข้าก็สัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่สัมผัสบนหลังมือของข้า สีหน้าที่ดูหวาดกลัวของโลกิยามที่ตะโกนเรียกทหารเสียงหลง
เขาไม่เคยเป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกับข้าที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้
 
 
 
 
 
 
 
แต่แล้วข้าเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้….
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลังจากนั้นพักหนึ่งข้ารับรู้ถึงอันตรายที่เข้าใกล้ธอร์ บุตรของข้ากำลังจะสิ้นชีพดีวยน้ำมือของอนุชาของตน …ข้ากลั่นน้ำตาออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ในตอนนั้นเองที่เขาคิดได้และได้รับอำนาจแห่งธอร์
 
 
 
 
 
 
 
จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตขึ้น…ข้าก็ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นเดิม แม้ลาฟฟี่จะบุกมาถึงที่บรรทม แม้ลาฟฟี่จะง้างอาวุธในมือขึ้น…ข้าก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้อยู่ดี โลกินั้นกลับสังหารลาฟฟี่ก่อนที่ข้าจะถูกสังหาร  ในตอนนั้นเองที่ธอร์กลับเข้ามา..และบอกกับฟริกก้าถึงสิ่งที่โลกิทำ…โลกินั้นเก็บเอาความจริงไว้แล้วทำร้ายตนเอง…จากนั้นก็ผู้อื่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ว่าข้าจะเศร้าโศกเพียงใดสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากข้า ตอนนี้บุตรของข้ากำลังห้ำหั่นกันเอง แต่สุดท้ายที่ทำให้ข้ากลับลืมตาตื่นได้คือยามที่สะพานไบรฟรอสที่สำคัญยิ่งต่อ9โลกนั้นถูกสะบั้นด้วยค้อนมโยเนียร์….ข้าเร่งรุดออกไปด้วยกายที่อ่อนแรง
 
 
 
 
 
 
 
พลังมหาฬารระเบิดออก และข้าคว้าบุตรของตนไว้ได้ทันการณ์ก่อนที่บุตรทั้งสองจะร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง
 
 
 
“ข้าจำต้องทำท่านพ่อ ข้าจำต้องทำ  เพื่อท่าน เพื่อทุกคน” โลกิพูดด้วยใบหน้าอันเจ็บปวด ข้าจ้องมองด้วยความรู้สึกบีบคั้นภายใน
แต่การกระทำต่างๆที่ลงมือไปแล้วย่อมไม่อาจแก้ไข การทำผิดพลาดครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก ข้าจึงเอ่ยวาจาหนึงออกไป…ถ้อยคำสั้นๆที่ทำร้ายเขา
 
 
 
 
 
“ไม่..โลกิ” สายตาที่จ้องมองนั้นเป็นแววตาที่ข้าไม่มีวันลืม ความเจ็บช้ำที่ฉายชัดนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าเห็นก่อนที่เขาจะปล่อยมือ…ทิ้งตัวลงสู่ห้วงความมืดมิด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ดังเรื่องทุกอย่างจะจบลงแต่ในใจข้ากลับรวดร้าว ฟริกก้าร้องไห้ให้กับความสูญเสียในที่ๆข้าไม่เห็น ส่วนข้าก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป…ดังเช่นไร้ความรู้สึก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เจ้าจะเป็นกษัตริย์ที่ดี” ข้าเอ่ยประโยคนี้กับบุตรชายของข้า เมื่ออยู่กันลำพัง ข้าอยากจะให้เขามั่นใจ ดั่งเช่นที่ข้าปรารถนา
 
 
 
 
 
 
 
“ไม่มีกษัตริย์องค์ใดดีเท่าท่าน…ท่านเป็นพ่อที่ดีด้วย” ธอร์เอ่ยออกมา ข้าก้มหน้าลงด้วยความนึกคิดต่างๆที่ประดังเข้ามา
 
 
 
 
 
“สักวันข้าอาจทำให้ท่านภูมิใจ”
 
 
 
 
 
 
 
“เจ้าทำให้ข้าภูมิใจแล้ว” ข้าตอบธอร์ไปเช่นนั้นพลางจับไหล่ของเขา ข้าภูมิใจที่เขาคิดได้ และปรับปรุงตนเอง….
 
 
 
 
 
 
 
 
 
วันคืนผ่านไปกับความเศร้าโศกที่สูญเสียบุตรชายไป โลกิคือลูกของข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้าจะยังคงเฝ้ารอ…ให้เขากลับมา ให้เขาได้แก้ไข….
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ให้โลกิได้รับรู้ว่าพ่อคนนี้รักเขามากแค่ไหน แม้จะไม่สามารถแสดงออกได้อย่างที่ควร
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่แสดงออกไม่ได้แปลว่าไม่รัก….พ่อรักลูกนะ…”โลกิ ลูกของข้า”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
——————————————————————
 
 

edit @ 5 Dec 2013 00:57:22 by MintChut-แมวทุเรียน

Comment

Comment:

Tweet