สงคราม…การปะทะกันที่รุนแรง หยาดโลหิตที่สาดกระเซ็น ความตายที่รายล้อม ดวงตาข้างขวาที่เสียไปในครานั้น ชัยชนะ ขุมพลังอันยิ่งใหญ่….และบุตรของศัตรูที่ได้พบเจอ

 

 

 

 

 

ทารกน้อย ร่างกายเล็กๆที่บิดกายหนีความหนาวเหน็บอย่างไร้หนทาง มือเล็กๆที่ไขว่คว้า…ไขว่คว้าบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น ดวงตาสีมรกตกลมโตนั้นจับจ้องมาที่ใบหน้าของข้าใบหน้าที่น่าหวาดผวาเมื่อดวงตาด้านขวาที่เสียไปอาบย้อมด้วยหยาดเลือดแห้งกรัง แต่เด็กคนนั้นกลับหยุดร้องให้แล้วเอื้อมมือมาทางข้า ข้าจึงยื่นมือออกไปแล้วประคองร่างเล็กๆนั่นขึ้นมา ลูบอย่างอ่อนโยนหวังให้ร่างนั้นอบอุ่นขึ้น ร่างสีฟ้าของชาวโยธันนั้นกลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดั่งชาวแอสการ์ดด้วยไออุ่นนั้น…ดวงหน้าที่คลอด้วยหยาดน้ำตาและรอยยิ้มไร้เดียงสานั้น ทำให้ข้าตัดสินใจพาเขากลับไป…ให้เขาเป็นอนุชาของธอร์ ให้เขาเป็นบุตรของข้า

 

 

 

 

 

ในยามนั้นข้าคิดถึงเรื่องการฟื้นคืนสันติสุข แม้จะเกิดศึกครั้งใหญ่แล้วแต่ก็ยังมีโอกาสกลับคืนสร้างสัมพันธไมตรีอีกได้ ข้าหวัง…ให้บุตรคนเล็ก”ของข้า”เป็นผู้สร้างสัมพันธไมตรีให้แก่โยธันไฮม์และแอสการ์ด ยามที่เขาเติบใหญ่สายเลือดในกายเขาจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงความตั้งใจของข้า

 

 

 

 

ข้าอุ้มเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนพาเขาไปหาฟริกก้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ฟริกก้าไม่ได้ขัดอะไรเลยแม้แต่น้อย กลับจ้องมองด็กน้อยด้วยแววตาสงสารและเอ็นดูนางเอื้อมมือมารับเขาไปแล้วกอดไว้แนบอกเอนตัวเบาๆแล้วฮัมทำนองที่อ่อนหวาน ขับกล่อมให้เจ้าตัวน้อยที่กำลังตื่นตกใจในที่ๆแปลกตานั้นหลับไหลไป จากนั้นธอร์ก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมส่งเสียงดัง

 

 

 

 

“พระบิดา! เป็นเรื่องจริงหรือที่…”

 

 

 

 

ฟริกก้ายกนิ้วขึ้นบังไว้ที่ริมฝีปากเป็นการบอกให้ลดเสียงลงแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ทารกน้อยที่เคลิ้มหลับนั้นตกใจเสียงนั้นจนลืมจาขึ้นร้องให้อีกครั้ง ฟริกก้าจึงต้องปลอบโยนเขาอีกครั้ง

 

 

“นี่คืออนุชาของเจ้า เขามีนามว่า “โลกิ” เจ้ายอมรับเขาหรือไม่?” ข้าถามบุตรชายของข้าเพื่อถามความสมัครใจของเจ้าตัวที่จู่ๆก็มีน้องชายขึ้นมา

 

 

 

 

 

ธอร์ที่ยังอ่อนเยาว์จ้องมองเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนฟริกก้าด้วยแววตาตื่นเต้นของเด็กน้อย ยื่นมือออกมาลูบพวงแก้มนุ่มที่ขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเบามือและเอ่ยออกมา

 

 

 

 

 

“ข้าจะดูแลเขาเองท่านพ่อ!” ร่างเล็กๆนั้นทุบอกตัวเองอย่างมั่นใจ นั่นทำให้ข้าสบายใจขึ้นเมื่อบุตรของตนไม่ได้ไม่พอใจอะไรและยังดูพอใจมากอีกด้วย

 

 

 

 

 

“โลกิ น้องข้า โตเร็วๆนะ แล้วพี่จะสอนการต่อสู้ให้เจ้าเองนะ” ธอร์กุมมือที่เล็กกว่านั้นไว้เบาๆโลกินั้นทำหน้าตามึนงงอยู่เพียงครู่ก็หัวเราะออกมา ข้ามองดูภาพนั้นด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความปิติ และคาดหวังให้ความสุขนี้จะดำเนินต่อไปตราบนานเท่านาน…

 

 

 

 

 

 

..

 

 

.

 

 

 

 

เวลาที่ผ่านไปพร้อมความลับที่ไม่เคยมีใครเอ่ยออกไป เพื่อให้โลกิอยู่ต่อไปได้อย่างเป็นสุข และไม่รู้สึกถึงความแปลกแยก เรื่องนี้ควรจะเป็นความลับตลอดกาล เพื่อความจริงนั้นจะไม่ทำร้ายเขา…

 

 

 

 

วันคืนที่ผ่านไปเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้น จากทารกน้อยที่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ก็สามารถวิ่งได้ เล่นได้ เริ่มฝึกฝนวิชาการต่อสู้ แม้กำลังกายของโลกิจะไม่สามารถสู้ธอร์ได้เลยก็ตามแต่โลกินั้นฉลาดเฉลียว จดจำทุกๆสิ่งแล้วทำตามอย่างว่าง่าย เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างตั้งใจเสมอ จนถึงวันที่ข้าคิดว่าทั้งสองนั้นพร้อมจะรับฟังเรื่องราวของอดีตแล้ว

 

 

 

 

 

ข้าพาสองโอรสไปยังท้องพระคลังลับเล่าถึงความเป็นมาทั้งหลายให้พวกเขาฟัง เด็กทั้งสองนั้นฟังอย่างตั้งใจ ดวงตาของเด็กน้อยทอประกายความชื่นชมและตื่นเต้น และเมื่อข้าบอกพวกเขาว่าสักวันหนึ่งในพวกเขาจะได้ครองบัลลังก์แอสการ์ด ธอร์นั้นออกหน้าอย่างชัดเจนว่าปรารถนาจะครองราชย์เพียงใดในขณะที่โลกิที่แรกเริ่มได้เพียงรับฟังเงียบๆก็พูดขึ้นอีกคนว่าเขาก็ทำได้เช่นกัน

 

 

 

 

เจ้าทั้งสองต่างเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์….เอ่ยออกไปตามจริงเพราะโลกิเองก็เป็นบุตรแห่งลาฟฟี่กษัตริย์แห่งโยธันไฮม์เช่นกัน…

 

 

 

 

ธอร์เติบโตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน บึกบึนแข็งแรง มีพละกำลังมากล้น มุ่งมั่้นดั่งเปลวเพลิงที่แผดเผา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีซะทีเดียว ข้าจึงต้องคอยสอนสั่งตักเตือนอยู่เสมอถึงความทะเยอทะยานที่มากเกินพอดีนั่น

 

 

 

 

ทางด้านโลกิ ร่างกายของเขาไม่แข็งแรงเช่นธอร์ และเมื่อเขารู้ตัวก็เริ่มหันไปศึกษาเวทย์มนตร์อย่างมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ จนเก่งกาจยิ่งกว่านักเวทย์คนใดในแอสการ์ด เขาสุขุมนุ่มลึกดั่งสายน้ำเยียบเย็ย และเป็นโลกิเองนั่นแหละที่คอยตักเตือนธอร์แม้จะถูกตะคอกกลับอยู่บ่อยครั้งก็ตาม

 

 

 

 

ข้าปกครองแอสการ์ดต่อไปแม้จะรับรู้ถึงพลังอำนาจที่เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา และในวันหนึ่งข้าจึงตัดสินใจที่จะสละบัลลังก์ให้กับธอร์ที่เติบโตได้อย่างเหมาะสม หวังให้เขาใช้พลังนั่นปกป้องความสงบสุขไว้

 

 

 

และแม้โลกิจะไม่ได้สืบทอดบัลลังก์เขาก็คงพร้อมที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน…

 

 

 

แต่สายตาที่ดูราวกับจะตัดพ้อต่อว่า น้อยเนื้อต่ำใจนั้นก็ทำให้ข้ารู้สึกราวกับกระทำสิ่งผิดพลาดลงไป แต่ด้วยเหตุผลที่ว่า…ธอร์คือผู้สืบสายเลือด…ก็เป็นเหตุผลที่ข้าควรจะเลือกเขา แม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้โลกิต้องผิดหวังก็ตาม โลกิพยายามไขว่คว้าในบางสิ่งมาตลอด โดยเฉพาะบางสิ่งที่ธอร์มี ข้าไม่อาจทราบแน่ชัดว่านั่นคือความริษยาหรือสิ่งใด แต่ความจริงที่ว่าเขาเป็นบุตรคนหนึ่งของข้าก็มากพอจะทำให้ข้ารู้สึกแย่กับการยกบัลลังก์ให้ธอร์.....แต่ผู้สืบบัลลังก์มีได้เพียงหนึ่ง….

 

 

 

 

 

..

 

.

 

 

วันคืนดำเนินไปกับการเตรียมงานพิธีอันยิ่งใหญ่ โลกิยังคงทำทุกสิ่งเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ข้าสังเกตุเห็นดวงตาที่หม่นหมองนั่น แต่ข้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ภาระหน้าที่นั้นไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว พิธีนี้ต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

 

 

 

 

ข้าได้ยินบทสนทนาของทั้งสองในคืนก่อนวันครองราชย์ ได้รู้ว่าธอร์นั้นปลื้มปิติยินดีและภาคภูมิใจมากขนาดไหน…และน้ำเสียงที่แผ่วเบาของบุตรคนเล็กของข้าที่ผู้เป็นพี่ได้มองข้ามไป…ธอร์ไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอนุชาของตนเลยแม้แต่น้อย…

 

 

 

งานพิธีของธอร์ถูกขัดด้วยการบุกรุกของพวกยักษ์น้ำแข็ง แต่ที่เหนือความคาดหมายของข้าคือการกระทำอุกอาจของธอร์ที่บุกไปจนถุึงโยธันไฮม์ ข้ากังวลใจและร้อนรนอย่างมากแต่ไม่อาจแสดงออกทางสีหน้าได้เพราะกษัตริย์ต้องเยือกเย็น ข้าร้อนใจว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บ กังวลอย่างหนักว่าความลับเรื่องชาติกำเนิดของโลกิจะถูกเปิดเผย สงครามจะเกิดขึ้นต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายจากการกระทำของเด็ก 2 คน

 

 

 

 

ข้าตามไปถึงที่นั่นและรับรู้ได้ทันทีถึงความเสียหายที่บุตรทั้งสองได้กระทำ และรู้ดีว่าเรื่องนี้สายเกินจะหยุดยั้ง ลาฟฟี่สังเกตุเห็นถึงความอ่อนล้าของข้า และนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ถูกศัตรูสังเกตุเห็นว่าตนอ่อนกำลังลง

 

 

 

เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยการที่ข้าพาบุตรและสหายของเขากลับแอสการ์ดท่ามกลางสายตาโกรธแค้นของชาวโยธัน

 

 

 

 

 

ข้าผิดหวัง…ผิดหวังอย่างหนัก รู้สึกว่าได้ทำผิดพลาดในฐานะพ่อ บุตรชายแท้ๆของข้าใจร้อน พาอนุชาและสหายของตนไปทำเรื่องเสี่ยงตาย ข้าไม่สามารถสอนบุตรของตนได้ เข้าใจผิดว่าเขาเติบใหญ่แล้ว ทั้งๆที่ไม่เป็นแบบนั้นเลย ธอร์ตะคอกตวาดใส่ข้าอย่างไม่เคารพ ตั้งตนเป็นใหญ่…ดูเหมือนข้าจะทำพลาดครั้งใหญ่ไปเสียแล้ว

 

 

 

 

ข้าเนรเทศธอร์ไปยังมิสการ์ด ที่ๆคิดว่าเขาจะได้เรียนรู้ ได้ปรับปรุงตัว และกลับมานั่งคิดถึงสิ่งต่างๆคนเดียว…จนกระทั่งรับรู้ได้ว่าโลกินั้นได้ใช้เวทย์บุกเข้าไปยังพระคลังลับเสียแล้ว

 

 

 

 

ภาพที่เห็นคือโลกิที่เอื้อมมือไปสัมผัสกับเทเซอร์แรคพร้อมกับกายที่แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปลักษณ์ของชาวโยธันเมื่อต้องความเย็นเยียบนั้น….

 

 

 

 

 

“หยุดนะ!” ข้าตะโกนห้าม…แต่มันสายไปเสียแล้ว ความลับนั้นไม่สามารถปิดบังต่อได้อีก

 

 

 

 

“ข้าถูกสาปหรือ?”

 

 

“ไม่..”

 

 

“งั้นข้าเป็นอะไร?”

 

 

“บุตรของข้า” ข้าตอบตามความจริง

 

 

“มันมากกว่านั้นแน่” น้ำเสียง

 

 

“หีบไม่ใช่สิ่งเดียวที่ท่านนำมาจากโยธันไฮม์ใช่ไหม”

 

 

“ใช่” เมื่อปิดบังต่อไปไม่ได้ข้าจึงเลือกที่จะเล่าความจริงทั้งหมดไป และสีหน้าในยามนั้นของโลกิมันทำให้เจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายได้ โลกิทวนคำของข้าก่อนจะตามด้วยคำถามมากมาย ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก น้อยเนื้อต่ำใจมากกว่าครั้งใด

 

 

คำพูดมากมายที่ประเดประดังเข้ามาราวกับกรีดแทงลงในใจ จากนั้นภายในอกกลับบีบรัดขึ้นมา หายใจไม่ออก ขาคู่นี้ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกต่อไป ข้าล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรงจากร่างกายที่ชราและอ่อนล้า เมื่อจิตใจถูกรุมเร้าข้าจึงอ่อนแรงจนไม่อาจทานได้อีกต่อไป

 

 

 

ข้าเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้….

 

 

 

 

ข้ารับรู้ถึงอันตรายที่เข้าใกล้ธอร์ บุตรของข้ากำลังจะสิ้นชีพ …ข้ากลั่งน้ำตาออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ในตอนนั้นเองที่เขาคิดอะไรได้และได้รับอำนาจแห่งธอร์

 

 

 

จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตขึ้น…ข้าก็ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นเดิม แม้ลาฟฟี่จะบุกมาถึงที่บรรทม แม้ลาฟฟี่จะง้างอาวุธในมือขึ้น…ข้าก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้อยู่ดี โลกินั้นกลับสังหารลาฟฟี่ก่อนที่ข้าจะถูกสังหาร  ในตอนนั้นเองที่ธอร์กลับเข้ามา..และบอกกับฟริกก้าถึงสิ่งที่โลกิทำ…โลกินั้นเก็บเอาความจริงไว้แล้วทำร้ายตนเอง…จากนั้นก็ผู้อื่น

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ว่าข้าจะเศร้าโศกเพียงใดสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากข้า ตอนนี้บุตรของข้ากำลังห้ำหั่นกันเอง แต่สุดท้ายที่ทำให้ข้ากลับลืมตาตื่นได้คือยามที่สะพานไบรฟรอสที่สำคัญยิ่งต่อ9โลกนั้นถูกสะบั้นด้วยค้อนมโยเนียร์….ข้าเร่งรุดออกไปด้วยกายที่อ่อนแรง

 

 

 

พลังมหาฬารระเบิดออก และข้าคว้าบุตรของตนไว้ได้ทันการณ์ก่อนที่บุตรทั้งสองจะร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง

 

“ข้าจำต้องทำท่านพ่อ ข้าจำต้องทำ  เพื่อท่าน เพื่อทุกคน” โลกิพูดด้วยใบหน้าอันเจ็บปวด ข้าจ้องมองด้วยความรู้สึกบีบคั้นภายใน และข้าตอบไปตามที่เหมาะสม…ถ้อยคำสั้นๆที่ทำร้ายเขา

 

 

“ไม่..โลกิ” สายตาที่จ้องมองนั้นเป็นแววตาที่ข้าไม่มีวันลืม ความเจ็บช้ำที่ฉายชัดนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าเห็นก่อนที่เขาจะปล่อยมือ…ทิ้งตัวลงสู่ห้วงความมืดมิด

 

 

 

 

 

ดังเรื่องทุกอย่างจะจบลงแต่ในใจข้ากลับรวดร้าว ฟริกก้าร้องให้กับความสูญเสียในที่ๆข้าไม่เห็น ส่วนข้าก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป…ดังเช่นไร้ความรู้สึก

 

 

 

 

 

“เจ้าจะเป็นกษัตริย์ที่ดี” ข้าเอ่ยประโยคนี้กับบุตรชายของข้า เมื่อพระราชพิธีจะเริ่มขึนในไม่กี่วันข้างหน้า

 

 

 

“ไม่มีกษัตริย์องค์ใดดีเท่าท่าน…ท่านเป็นพ่อที่ดีด้วย” ธอร์เอ่ยออกมา ข้าก้มหน้าลงด้วยความนึกคิดต่างๆที่ประดังเข้ามา

 

 

“สักวันข้าอาจทำให้ท่านภูมิใจ”

 

 

 

“เจ้าทำให้ข้าภูมิใจแล้ว” ข้าตอบธอร์ไปเช่นนั้นพลางจับไหล่ของเขา ข้าภูมิใจที่เขาคิดได้ และปรับปรุงตนเอง….

 

 

 

 

วันคืนผ่านไปกับความเศร้าโศกที่สูญเสียบุตรชายไป โลกิคือลูกของข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

 

 

 

 

ข้าจะยังคงเฝ้ารอ…ให้เขากลับมา ให้เขาได้แก้ไข….

 

 

 

 

 

ให้โลกิได้รับรู้ว่าพ่อคนนี้รักเขามากแค่ไหน แม้จะไม่สามารถแสดงออกได้อย่างที่ควร

 

 

 

 

 

 

ไม่แสดงออกไม่ได้แปลว่าไม่รัก….พ่อรักลูกนะ…”โลกิ ลูกของข้า”

 
 
 
 
 
------------------------------------------------------------------
 
 
 
สุขสันต์วันพ่อค่ะ(แต่ลงช้าไปราวๆครึ่งชม.ได้) ลงฟิคไม่ทันจนได้ค่ะ
 
หลังจากดองมานานก็ยังคงอู้ต่อไปด้วยฟิคแทรกซะงั้น //การอภัยงามๆรอบบลอค
 
ตอนนี้แต่งได้แบบมึนสุดๆค่ะ จริงๆคือไม่ค่อยมีอะไรเลย... (แต่ก็ยังอยากแต่ง)
 
ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายรุนแรงค่ะ ก็จะรีบแต่งมาลงให้ได้ทันทีที่มีเวลาว่างนะคะ
 
สวัสดีค่ะ ^w^

Comment

Comment:

Tweet

น้ำตาเหมือนจะซึมม TT   TT 
โอดินห่วงใยโลกิรักโลกิยิ่งอยู่แล้ว ไม่งั้นทำไมยามที่โลกิสวนใส่โอดินเป็นชุดนั้น ทำให้โอดินทรุดลงไปได้ขนาดนั้น
โลกิเองก็รักทั้งธอร์ ทั้งโอดิน ทั้งฟริกกามาก ตัดไม่เคยขาด หากแต่ก็ไม่สามารถกลับมาผสานเหมือนเดิมได้
โลกิในอเวนเจอร์ยังคงย้ำว่าตัวเองเป็นบุตรแห่งโอดิน .. นั่นก็แปลแล้วว่า จริงๆโลกิก็ยังนับถือโอดินเป็นพ่อ ถือว่าธอร์กับฟริกกาเป็นครอบครัวตลอด
ที่บอกว่าไม่เคยเป็นน้องธอร์นั่นก็แค่ประชดประชันตามนิสัยเท่านั้นเอง TT  TT

#9 By น้ำแกงสีฟ้า on 2012-06-25 21:33

อร้ายยยยยยยยยย เข้ามาอ่านช้าไปนิด >< แต่ยังไม่ลืมนะ~~ยังเข้ามาตามอ่านอยู่ค่าาาาา แหะๆ~
โอดินเป็นคุณพ่อที่ดูน่าสงสารจริงจัง แบบว่าลูกไม่เข้าใจป๊า ป๊าก็ไม่เข้าใจลูกแต่ป๊าก็พยายามเข้าใจลูก
อู้ยยยยยยยย โลกิยิ่งแล้วใหญ่ อ้ากกกกกกกก ดราม่าจริงแต่ชอบค่ะ~~~XD เด็กมีปัญหาตอนที่รู้ความจริงว่าตัวเองเป็นชาวโยธัน แบบว่า...แทบจะโดดไปกอดทีวีเลยค่ะตอนที่ดูในธอร์อ่ะ ;w; ปวดร้าวเเทนเลย อ่านฟิคนี้แล้วยิ่งซึ้งกว่าเดิม
พี่ธอร์ถึงจะทึ่ม บื้อ แต่ก็ได้โลกิคอยตักเตือนเสมอ สองคนนี้ยังไงๆมันก็ต้องอยู่ด้วยกันอ่ะมันถึงจะไปรอดได้ทั้งคู่ XD
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#8 By Hatoribaka on 2012-06-24 16:34

มีคนเขียนฟิกขยายความค.สัมพันธ์ระหว่างโอดินกับโลกิแว้ว <3
เจ้าทั้งสองต่างเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์....เอ่ยออกไปตามจริงเพราะโลกิเองก็เป็นบุตรแห่งลาฟฟี่กษัตริย์แห่งโยธันไฮม์เช่นกัน... << ชอบประโยคนี้มากๆเลยค่า ทำให้รู้สึกว่าโอดินก็ยังนึกถึงอนาคตของโลกิด้วยจริงๆ
ดีใจที่ได้อ่านฟิกจากมุมมองของโอดินนะคะ ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่านกันค่า :D

#7 By Daiong [ไดอง] on 2012-06-21 08:19

surprised smile surprised smile

#6 By ลอยลมเล่น on 2012-06-20 19:10

สุขสันต์วันพ่อสากลค่ะ
ฟิคนี้บอกอารมณ์พ่อได้ลึกซึ้ง สงสารโลกิอยู่เหมือนกัน
เหมือนกับความพยายามที่มีหมดลง เพราะตัวเองไม่มีโอกาสแต่แรกแล้ว มันเหมือนพังทลาย ส่วนโอดินเองก็เจ็บ ตอนที่โลกิพูดใส่โอดินเป็นชุด บลัดสงสารโอดินมาก สงสารโลกิมากเช่นกัน เหมือนพ่อโดนลูกด่าทอ เจ็บปวดมากขนาดไหน

#5 By blood_hana on 2012-06-19 20:56

โฮ ซาบซึ้งค่ะ
รออ่านผลงานต่อนะคะ

#4 By [Amakura_Aei] on 2012-06-19 13:39

ค...คุณพ่อออออ
ไม่ได้เห็นฟิคที่คุณป๋ามีบทเยอะๆอย่างนี้เลย ;w;
รู้สึกเศร้าอมซึ้ง
เราคิดว่าดราม่าธอร์กิ(ทั้งแบบออฟฟิเชียลในหนังและฟิคcry )ที่จริงแล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่พ้นคุณป๊าโอดินและท่านแม่ฟริกก้า... /ฟังแล้วปวดใจแทน
สุขสันต์วันพ่อย้อนหลังคะ ขอให้ลูกๆทั้งสองกลับมาคืนดีกันไวๆนะคะคุณป๊าโอดิน

#3 By Se.ChoU on 2012-06-19 09:57

ในหนังจะไม่ค่อยได้เห็นโอดินแสดงออกว่าห่วงโลกิแค่ไหนค่ะ TTvTT ทั้งที่ลูกคนนี้ก็รักดั่งดวงใจแท้ๆ 
หากเลือกได้คงหวังให้ความสุขที่มีครอบครัวพร้อมหน้าคงอยู่ต่อไป ไม่มีความสูญเสียอย่างเช่นตอนนี้
สุขสันต์วันพ่อสากลนะคะ

#2 By Pichi on 2012-06-19 01:39

ฮึก.....น้ำตาซึมเลยค่ะ
ถึงโอดินจะไม่ได้เป็นผู้ให้ชีวิต ฟริกก้ามิใช่ผู้ให้กำเนิด
แต่ทั้งสองล้วนแล้วเป็นผู้มอบความรักให้โลกกิอย่างไม่บิดเบือน
แต่ความน้อยใจของโลกิมันมีมากเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนในครอบครัว
เป็นใครก็คิดแบบโลกิล่ะ อยู่ด้วยกันมานานจนหาข้อแตกต่างของร่างกาย ทั้งบ้านผมสีอ่อนตัวเองผมสีเข้ม ไหนจะสีตาอีก

#1 By blackfullmoon on 2012-06-19 00:42